Ripple(XRP) คืออะไร

Ripple(XRP) เป็นยังไง, XRP กับ Bitcoin ไม่เหมือนกันเช่นไรเหตุที่ทำให้ราคา XRP ขยับเขยื้อนมีอะไรบ้างและก็จำหน่าย Ripple(XRP) เช่นไรครับ
Ripple(XRP) 
เป็นอย่างไร
Ripple 
เป็นระบบการจ่ายเงินแบบเรียลไทม์แล้วก็โครงข่ายการแลกเปลี่ยนสกุลเงินที่ผลิตขึ้นโดย Ripple Labs ซึ่งใช้สกุลเงินดิจิทัล XRP สำหรับในการประเมินผลธุรกรรม เมื่อกล่าวถึงการค้าขาย Ripple จะซึ่งก็คือการค้าขาย XRP นั้น

☆ แบบอย่าง

– คุณจะโอนเงินจากแบงค์ ของสหรัฐอเมริกา มายังแบงค์ ในไทย

– แบงค์ และก็แบงค์ จำเป็นที่จะต้องมีตัวกลางในทำธุรกรรมแทนตน ซึ่งแบงค์ผู้ส่ง (A) และก็แบงค์คนรับ (B) อาจมีตัวกลางเดียวกันหรือไม่เหมือนกันก็ได้

– สมมุติว่า แบงค์ มีตัวกลาง และก็แบงค์ มีตัวกลาง ซึ่งตัวกลาง ทำโอนเงินรวมทั้งตัวกลาง กระทำการรับเงินแล้วส่งเงินแม้กระทั่งกับแบงค์ B

คุณ แบงค์ A > ตัวกลาง C > ตัวกลาง D > แบงค์ B

จากแบบอย่างนี้ คุณจะมีความเห็นว่าเงินของคุณจำต้องผ่านถึงสองตัวกลางกว่าใกล้จะถึงแบงค์ ทำให้การโอนเงินของคุณมีความชักช้า ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว การโอนเงินระหว่างชาติจะใช้เวลาราว 3-5 วันทำการ

ที่ห่วยกว่านั้นเป็น ผู้ส่งไม่มีวันทราบดีว่าคนรับจะได้รับเงินเยอะแค่ไหน ด้วยเหตุว่าผู้ส่งไม่สามารถที่จะรู้ข้อมูลค่าธรรมเนียมที่จะเกิดขึ้นในแต่ละการโอนเงิน ทำให้คนรับที่หมายมิได้รับเงินในปริมาณที่อยากได้

Ripple แก้ปัญหาดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นด้วยการผลิตระบบเน็ตเวิร์กที่ทำให้แบงค์แล้วก็สถาบันการเงินต่างๆสามารถค้นหาทางหรือตัวกลางที่สั้นที่สุดในการโอนเงินจากผู้ส่งไปยังคนรับ ทำให้การโอนเงินสบาย รวดเร็วทันใจ ตรวจตราได้รวมทั้งทุนน้อยลง

☆ แบบอย่าง

– แบงค์ ในสหรัฐอเมริกา อยากส่งเงินไปยังแบงค์ ในไทย

– แบงค์ ซื้อ XRP ในตลาดเปลี่ยนตามราคาที่จะโอน

– แบงค์ ส่ง XRP ให้กับแบงค์ ซึ่งใช้เวลาราวๆ 3-5 วินาที

– แบงค์ แลกเปลี่ยน XRP กับตลาดแลกหรือขายให้กับกรุ๊ปผู้ที่ทำตลาดที่ปรารถนาถือ XRP ต่อจากแบงค์ B
XRP 
กับ Bitcoin ไม่เหมือนกันเช่นไร
เมื่อเอ่ยถึงสกุลเงินดิจิทัลแล้ว คุณอาจจะเคยรับรู้ชื่อ Bitcoin ผ่านตามสื่อต่างๆเป็นบางครั้งแล้วก็บางครั้งก็อาจจะมีความคิดว่า XRP ก็คงจะราวกับ Bitcoin เนื่องจากเป็นสกุลเงินดิจิทัลแบบเดียวกัน แต่ว่าอันที่จริงแล้ว XRP มีความไม่เหมือนจาก Bitcoin หลายประการดังต่อไปนี้

※ จุดหมายการพัฒนา

เป้าประสงค์ของ Bitcoin เป็นเป็นสกุลเงินดิจิทัลในการจ่ายค่าผลิตภัณฑ์แล้วก็บริการโดยไม่ผ่านคนกลาง ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของ Bitcoinเป็นผู้ใช้อย่างคุณกับผมที่จะมีอิสระสำหรับในการใช้สอยโดยไม่ผ่านตัวกลางและไม่ถูกแทรกแซงจากหน่วยงาน หน่วยงานรวมทั้งรัฐบาลใดๆก็ตาม

ส่วน Ripple เป็นระบบการจ่ายเงิน แลกเงินตราต่างประเทศรวมทั้งรับส่งเงินทองระหว่างชาติรูปแบบใหม่สำหรับแบงค์ ซึ่งจะช่วยทำให้การโอนเงินสบาย รวดเร็วทันใจ โปร่งใส ตรวจดูได้และก็มีต้นทุนต่ำลงยิ่งกว่าต้นแบบการโอนเงินที่แบงค์ใช้อยู่ในตอนนี้

Ethereum คืออะไร ต่างจาก Bitcoin อย่างไร และทำไมมันถึงเป็นเหรียญอันดับ 2 ของโลก

ก่อนที่จะคุณจะทดลองทำความเข้าใจ Ethereum นั้น ทดลองทำความเข้าใจอินเทอร์เนตก่อน

วันนี้ ข้อมูลส่วนตัวของพวกเราไม่ว่าจะเป็นรหัสผ่านไปจนกระทั่งข้อมูลทางการเงินต่างก็ถูกเก็บไว้ภายในคอมพิวเตอร์และก็ฐานข้อมูลของบุคคลอื่นในระบบลาวด์ โดยคนพวกนี้ก็คือ Facebook, Google หรือ Amazon หรือแม้กระทั้งเว็บไซต์ไทยบล็อกศาสนาเชนนี้ที่ถูกเก็บข้อมูลอยู่บนเซเวอร์ที่มีผู้ให้บริการอยู่เป็นเจ้าของ

การใช้แรงงานกลุ่มนี้มีจุดเด่นเยอะแยะ แม้กระนั้นมันก็มีข้อเสียด้วยเหมือนกัน โดยที่พวกเราเคยทราบกันมานั้น นักแฮเกอร์หรือรัฐบาลสามารถที่จะเจาะระบบฐานข้อมูลเข้ามาในคอมพิวเตอร์หรือไฟล์ของคุณได้โดยที่คุณอาจจะไม่รู้ตัว โดยใช้แนวทางการจู่โจมผู้ครอบครองฐานข้อมูลมือที่สามที่กล่าวไปแล้วข้างต้นนั้น โดยซึ่งนี่ก็แปลว่าพวกนักแฮเกอร์หรือรัฐบาลนั้นสามารถที่จะลักขโมยทำอีกครั้ง ลบ หรือดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขข้อมูลสำคัญของคุณได้

นาย Brian Behlendorf ผู้ผลิต Apache Web Server (ระบบฐานข้อมูลที่เป็นที่ชื่นชอบเยอะที่สุดในโลกขณะนี้ออกมากล่าวประนามระบบศูนย์กลาง (centralize) ว่าเป็น มลทิน” ที่อินเทอร์เนต พร้อมด้วยกล่าวว่าอินเทอร์เน็ตนั้นมันควรที่จะต้องตั้งอยู่บนระบบกระจัดกระจาย (decentralize) โดยต่อไปก็มีการเคลื่อนทั้งยังทางเครื่องหมายและก็การพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีบล็อกศาสนาเชนเพื่อบรรลุจุดประสงค์นี้

โดย Ethereum นั้นก็เป็นเยี่ยมในเทคโนโลยีปัจจุบันที่มาร่วมการเคลื่อนไหวนี้ด้วย

โดยในเวลาที่บิทรอน์นั้นถูกทำขึ้นมาเพื่อกำจัดตัวกลางอย่างแบงค์รวมทั้ง PayPal นั้น Ethereum ถูกทำขึ้นมาเพื่อใช้เทคโนโลยีบล็อกศาสนาเชนมาแทนที่มือที่สามบนอินเทอร์เนต โดยบุคคลที่ว่านี้เป็นคนที่ตั้งตนเป็นผู้เก็บข้อมูลหลักๆพวกนั้นที่กล่าวถึงไปแล้วข้างต้นนั่นเอง

เครื่องคอมพิวเตอร์ของโลกใบนี้
หากต้องการให้ชี้แจงแบบสั้นๆกล้วยๆนั้น Ethereum ก็คือคอมพิวเตอร์ของโลกใบนี้ซึ่งสามารถที่จะทำให้ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างกระจัดกระจาย (decentralize) รวมทั้งบางทีอาจถึงขนาดทำให้ระบบโมเดลของเซเวอร์มาตรฐานจำต้องเปลี่ยนแปลงโฉมไปตลาดกาล

ด้วย Ethereum นั้น ระบบเซเวอร์รวมทั้ง cloud จะถูกแทนที่ด้วยระบบที่เรียกว่า node นับพัน โดย node กลุ่มนี้จะถูกจัดตั้งและก็เปิดให้ดำเนินงานด้วยอาสาสมัครจากทั่วทั้งโลก (จนกว่าเปลี่ยนเป็นคอมพิวเตอร์ของโลกใบนี้)

วิสัยทัศน์นี้ได้ชี้ให้เห็นว่า Ethereum สามารถที่จะทำให้ผู้คนทั่วๆไป ใครก็ตามที่ใดบนโลกนี้ ต่างก็สามารถที่จะสร้างบริการแล้วก็ระบบดีผ่าน Ethereum ได้

อาทิเช่นถ้าคุณทดลองเข้าไปใน App store คุณจะได้มองเห็นแอพหลายจำพวก หลายหมู่ที่มีไปตั้งแต่แอพสำหรับฟิตเนสไปกระทั่งแอพสำหรับส่งข้อความ โดยแอพกลุ่มนี้ยังจำต้องพึ่งพิงบริษัท (หรือผู้ให้บริการบุคคลำดับที่สามอื่นๆเพื่อเก็บข้อมูลสำคัญของคุณอาทิเช่นเลขลำดับบัตรเครดิตเรื่องราวซื้อ รวมทั้งข้อมูลส่วนตัวไว้บนเซเวอร์ของบริษัทพวกนั้น และก็ถูกควบคุมโดยพวกเขา

ตัวเลือกของแอพที่มีให้ดาวน์โหลดต่างๆก็ถูกควบคุมโดยพวกเขาด้วยเหมือนกัน ได้แก่ Apple แล้วก็ Google ฯลฯ

ลองนึกดูแบบอย่างกล้วยๆอาทิเช่นผู้ให้บริการระบบเอกสารออนไลน์อย่าง Evernote หรือ Google Docs

หากมี Ethereum นั้น มันสามารถที่จะคืนความเป็นเจ้าของ ไม่ว่าจะทั้งยังข้อมูลและก็การควบคุมไปสู่เจ้าของที่ตามที่เป็นจริงได้

ไอเดียที่ว่านี้หากบอกง่ายก็คือ พวกเขาจะไม่สามารถที่จะสามารถควบคุมระบบ เอกสารของคุณ โดยคุณไม่ต้องวิตกกังวลว่าแอพเอกสารที่คุณใช้อยู่จะถูกแบนเวลาใด หรือจะถูกปิดตัวลงตอนไหน โดยมีเพียงแต่คุณหรือผู้ใช้งานที่เป็นผู้ควบคุมทุกๆสิ่งทุกๆอย่างได้เอง

ในทางแนวความคิดแล้ว มันเป็นการผสมกันระหว่างการควบคุมข้อมูลแบบเก่าในสมัยก่อนกับระบบข้อมูลแบบง่ายที่พวกเรารู้จักดีกันในตอนนี้ โดยครั้งใดก็ตามคุณทำบันทึกเพิ่ม หรือลบข้อมูลนั้น ทุกๆnode บนโครงข่ายจะกระทำการอัพเดตหมด

Litecoin (LTC) คืออะไร? เหรียญที่ได้ฉายาว่าแร่เงินแห่งดิจิตอล

Litecoin (LTC) เป็นยังไงเหรียญที่ได้สมญานามว่าแร่เงินที่ดิจิตอล
Litecoin 
หรือ LTC ยอดเยี่ยมใน Cryptocurrency ที่โบราณที่สุดที่มีอยู่แล้วก็เปิดตัวในตุลาคม 2011 ในฐานะผู้แทน Bitcoin มันมีคุณลักษณะหลายชนิดเหมือนกันกับ Bitcoin แต่ว่าจุดมุ่งหมายของมันเป็นเร็วขึ้นเวลาสร้างบล็อกสั้นลงโดยประมาณ 2.5 นาที ทำให้สามารถทำธุรกรรมได้เร็วขึ้นรวมทั้งมีค่าประเพณีวิธีการทำธุรกรรมน้อยกว่า Bitcoin
กลุ่มที่อยู่เบื้องหน้าเบื้องหลัง Litecoin ชี้แจงว่าเป็นสกุลดิจิตอลใช้โครงข่ายแบบ Peer-to-Peer (P2P) ที่ช่วยทำให้การจ่ายค่าครองชีพใกล้เคียงกับทุกคนในโลกโดยทันที โดย Litecoin เป็น Open-Soruce โครงข่ายการจ่ายเงินที่ปลอดภัยในเชิงเลขและก็กระจายอิทธิพลอย่างทั่วถึง กลุ่ม Litecoin มองหาการรวมเทคโนโลยีที่ช่วยทำให้ปรุงฟังก์ชั่นหลักของเหรียญรวมทั้งด้วยเหตุผลดังกล่าว Litecoin ก็เลยได้รับการผลักดันและสนับสนุนอุตสาหกรรมจำนวนไม่น้อย รวมทั้งมีจำนวนการค้าขายแล้วก็สภาพคล่องเป็นตัวกลางสำหรับในการแลกที่พิสูจน์แล้วแล้วก็เป็นเลิศในสกุลเงินดิจิตอลเป็นที่ยอมรับเยอะที่สุด Litecoin มีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับการเพิ่มธุรกรรมดิจิตอลในชีวิตประจำวันและก็ยังมีเป้าหมายที่จะเสริม Bitcoin อีกด้วย
คุณลักษณะเด่นของ Litecoin
Litecoin 
เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ Open-Soruce รวมทั้งเปิดให้มีการตรวจตราอิสระของ Binary และก็ Source Code ที่เกี่ยวโยง

Litecoin Blockchain
นั้นถูกดีไซน์มาเพื่อรองรับจำนวนธุรกรรมที่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับ Bitcoin ด้วยการใช้การผลิตบล็อกที่ใช้หลายครั้งเป็น Lightening และก็ Segregated Witness (SegWit) ทำให้โครงข่าย Litecoin รองรับธุรกรรมจำนวนมากโดยไม่จำเป็นจำต้องเปลี่ยนแปลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในอนาคต มันทำให้ Litecoin มีคุณภาพเยอะขึ้นเรื่อยๆสำหรับร้านและก็ลูกค้าที่ได้รับคุณประโยชน์จากเวลารับรองที่เร็วขึ้นแล้วก็ค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า

การ Mining Litecoin
ใช้อัลกอริทึมที่เรียกว่า Scrypt ซึ่งระบุแนวทางการขุดสำหรับเหรียญใหม่และก็ Scrypt อนุญาตให้มีการประเมินผลแบบขนานในระดับที่สูงขึ้นแล้วก็โดยธรรมดา คนธรรมดาทั่วไปจะสามารถเข้าถึงได้สำหรับทำเหมืองมากยิ่งกว่าอัลกอริธึมแบบเริ่มแรก การใช้อัลกอริธึม Scrypt นั้นช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับเพื่อการขุด Litecoin โดยไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องขุดเจาะแบบ ASIC ก็สามารถขุดได้ ไม่เหมือนกับอัลกอริธึม SHA-256 (อัลริรึเชื้อสาย Bitcoin , Bitcoin Cash)ที่จึงควรใช้ ASIC แค่นั้นถึงจะขุดได้กำไร ในตอนนี้กรรมกรเหมืองแร่ได้รับรางวัล Litecoin ใหม่ 25 บล็อกต่อบล็อกซึ่งจะลดน้อยลงครึ่งเดียวทุก ปีหรือราวๆ 840,000 บล็อก โครงข่าย Litecoin มีระบุผลิต 84 ล้าน Litecoin ซึ่งเป็น เท่าของจำนวนสูงสุดของ Bitcoin

ความเป็นมาของเหรียญ บิตคอยน์ BTC

เริ่มเมื่อปี ค.ศ 2007–2008 กำเนิดวิกฤติซับไพรม์ หรือที่ไทยเรียกกันว่า วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งต้นเหตุหลักเลยมาจากความซบเซาของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในประเทศสหรัฐอเมริกา รวมทั้ง ระดับหนี้ของบริษัทรวมทั้งบุคคลที่สูงเหลือเกิน
มีเหตุมาจากการที่แบงค์ ปลดปล่อยให้คนทั่วๆไป กู้หนี้ยืมสินได้ง่าย โดยทางแบงค์นั้นได้สร้างข้อแนะนำ รวมทั้งสิ่งจูงใจ อยากที่จะให้คนมากู้ โดยกล่าวว่าในอนาคต ราคาบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์ จะมีทิศทางสูงมากขึ้น ต่อไปนี้คนต่างก็แห่กันมากู้ เพื่อนำไปสร้าง อสังหาริมทรัพย์ ไว้เก็งกำไรกัน
เรื่องจริงมิได้สวยงามเหมือนอย่างที่คิด เมื่อราคาบ้านถูกลง แม้กระนั้นดอกกลับแพงขึ้น ต่อไปนี้คนก็เริ่มเบี้ยวไม่ใช้หนี้ใช้สินละ เพราะว่าจ่ายกันไม่ไหว ผลปรากฏว่าเป็น ถูกแบงค์ยึด ขอรับ คนกู้ก็ขาดทุน แบงค์ยึดบ้านไป ก็ขาดทุน เรื่องราวนั้นแบงค์รวมทั้งสถาบันการเงิน สูญเสียไปกว่า 4.35 แสนล้านดอลลาร์
จากเรื่องนี้ เป็นเหตุทำให้ผู้คนเริ่มรู้สึกไม่ไว้ใจ รวมทั้ง ไม่เชื่อถือ ในแบงค์
และก็ในตอนปี 2007 เริ่มมีการเอ๋ยถึงคอนเซ็ปของ บิทรอน์ แล้วก็ แนวความคิดที่จะออกมาจากระบบการคลังเดิมที่มีรัฐบาลเป็นผู้ควบคุม และก็หนีจากปัญหาที่เงินในแบบอย่างตอนนี้นั้นขาดความเป็นส่วนตัว โดยคนตั้งประเด็นเป็นบุคคลนิรนามที่ใช้ชื่อว่า Satoshi Nakamoto
ซึ่งหัวข้อนี้ได้ถูกเสวนากัน ด้านในกรุ๊ปที่ชื่อว่า Cypherpunk โดยทั่วไปกลุ่มนี้จะเสวนากันเกี่ยวกับ คณิต หรือพวก ศาสตร์ที่การเข้ารหัส ฯลฯ รวมทั้งจะพูดคุยกันผ่านทางอีเมลเพียงแค่นั้น
วันที่ 18 เดือน เดือนสิงหาคม ปี 2008 Bitcoin.org ได้ถูกจัดตั้งขึ้น
วันที่ 31 เดือนตุลาคม ในปีนั้น เว็บไซต์ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นได้เผยแพร่เอกสาร (White paper) ออกสู่สาธารณะเป็นครั้งแรก โดยใช้ชื่อว่า Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System ซึ่งเขียนโดยนาย Satoshi Nakamoto

ทำไมมือใหม่ถึงควรเริ่มต้นเทรดเงินดิจิตอล

คนที่เป็นนิสิตหรือเริ่มมีรายได้เป็นของตนเองแล้วก็กำลังพอใจที่จะเริ่มนำเงินเก็บมาลงทุนแต่ว่ามีปัญหาว่าจะเริ่มลงทุนในทรัพย์สินอะไรดี อย่างเช่น หุ้น กองทุน อนุพันธ์ อื่นๆอีกมากมาย จริงแล้วเงินดิจิตอล อย่าง บิทรอน์ รวมทั้ง Altcoin อื่นๆสามารถเป็นจุดกำเนิดสำหรับการลงทุนได้เหมือนกันตามเหตุผลดังต่อไปนี้

ใช้เงินน้อยกว่า

การเปิดพอร์ตจำหน่ายหุ้นกับโบรกเกอร์ ถึงแม้จำนวนมากจะไม่ระบุวงเงินอย่างต่ำสำหรับการลงทุนคราวแรก แต่ว่าทั่วๆไปแล้วชอบจำต้องใช้เงินทุนคราวแรกโดยประมาณ 30,000 บาท (100 เหรียญสหรัฐอเมริกาขึ้นไป รวมทั้งยังไม่อาจจะซื้อหุ้นได้ครบทุกตัวในบอร์ดอีกด้วยเนื่องจากราคาหุ้นสูงเกินความจำเป็น ถ้าเกิดจะลงทุนอย่างเอาจริงเอาจังก็บางครั้งก็อาจจะจะต้องใช้เงินหลักแสนบาทหรือ 3,000 เหรียญสหรัฐอเมริกาขึ้นไป ซึ่งบางทีอาจจะสูงเกินความจำเป็นสำหรับนักลงทุนมือใหม่

แต่ว่าการค้าขายเงินดิจิตอล มีจุดแข็งก็คือใช้เงินน้อยหลักพันบาทก็สามารถเปิดพอร์ตรวมทั้งค้าขายได้ ด้วยเหตุว่าเงินดิจิตอลสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ในหน่วยย่อยที่เล็กมากมายเป็นอย่างน้อยอยู่ที่0.00000001 บิทรอน์ ซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่สุดที่ถูกเรียกว่า Satoshis กล่าวได้ว่าใช้เงินเริ่มเพียงแต่หลักพันบาทก็สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินดิจิตอลได้แล้ว

สำหรับมือใหม่ที่พึ่งจะฝึกฝนลงทุน การเริ่มต้นจากเงินน้อยมาเทรดเงินดิจิตอลก็เลยบางทีอาจเป็นการเริ่มที่ดีก่อนจะขยับขยายไปยังการลงทุนอื่นๆที่ใช้เงินมากยิ่งขึ้น เนื่องจากว่าถ้าหากขาดทุนจนถึงหมดก็ยังเป็นเงินเพียงแค่ปริมาณน้อย

เปิดบัญชีค้าขายง่าย

ผู้ใดกันที่เคยสมัครใช้เวบเทรดเงินดิจิตอลบางทีอาจจะรู้สึกหงุดหงิดกับขั้นตอนต่างๆที่วุ่นวาย แม้กระนั้นจริงๆแล้วการเปิดพอร์ตลงทุนหุ้นกับโบรกเกอร์มีความสลับซับซ้อนมากยิ่งกว่าเสียอีก ทั้งยังจะต้องเซ็นเอกสารที่เป็นกระดาษปริมาณหลายสิบหน้าและก็ยังจำเป็นต้องแนบเอกสารส่วนตัวเยอะแยะ

แต่ว่าการเปิดพอร์ตเพื่อค้าขายเงินดิจิตอล ทุกๆอย่างสามารถทำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งผอง ตั้งแต่การสมัคร การรับรองตนเอง (KYC) รวมทั้งการโอนเงินเข้าออก บางเวบไซท์มีแอพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนด้วย ทำให้การเริ่มต้นเปิดพอร์ตลงทุนไม่ใช่เรื่องยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นหลังที่อยู่บนโลกอินเตอร์เน็ตยิ่งมีความง่ายมากยิ่งขึ้นไปอีก

เป็นผลิตภัณฑ์ที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนทั้งโลก จบปัญหาเรื่องปั่นราคา

ถึงแม้ว่าหุ้นจะเป็นทรัพย์สินการลงทุนที่ได้ผลทดแทนดีเป็นอันดับแรกๆแล้วก็มีตัวเลือกมากมายก่ายกองให้ลงทุน แต่ว่าปริมาณหุ้นที่มาไปก็อาจจะส่งผลให้การตัดสินใจเลือกลงทุนเป็นไปอย่างเหนื่อยยากเช่นเดียวกัน และก็ได้โอกาสที่จะเข้าลงทุนในหุ้นเก็งกำไรหรือหุ้นปั่นได้ กระทั่งหุ้นที่รากฐานไม่ดี แม้ยังมีความรู้ความสามารถไม่พอ

นอกเหนือจากนี้หุ้นยังมีวิธีการพินิจพิจารณาที่มากมาย อีกทั้งพินิจพิจารณารากฐานแล้วก็พินิจพิจารณาด้านเทคนิครวมทั้งจำเป็นต้องเล่าเรียนเนื้อหาของแต่ละอุตสาหกรรมอีกด้วย ทำให้เกิดเรื่องยากที่มือใหม่จะมีความรู้ความสามารถ

แม้กระนั้นเงินดิจิตอลนับว่าเป็นทรัพย์สินที่ค้าขายทั่วทั้งโลกเหมือนกับทองหรือน้ำมันทำให้มีสภาพคล่องค้าขายอยู่ในขั้นสูง มีตัวเลือกสำหรับเพื่อการลงทุนไม่มากจนเกินความจำเป็น (นอกจากไปลงทุนในเหรียญขยะหรือ Shit Coin) สำหรับมือใหม่สามารถศึกษาเล่าเรียนกรรมวิธีลงทุนพื้นฐานได้อย่างง่ายๆนัก โดยส่วนมากจะย้ำที่การวิเคราะห์แผนภูมิแนวทาง

ช่องทางสร้างผลตอบแทนในชั้นสูง

ทรัพย์สินการลงทุนอื่นๆมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันมากยิ่งกว่าหนึ่งร้อยปีมาแล้ว หุ้นบางบริษัทมีการเติบโตสูงจนกระทั่งจุดอิ่มตัว ตอนที่บางทรัพย์สินก็ไม่มีช่องทางที่จะเติบโตแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทขนาดใหญ่ที่เบื้องต้นดี แต่ว่าธุรกิจถึงจุดอิ่มตัวจนถึงไปต่อไม่ติด

แต่ว่าเงินดิจิตอลนับว่าเป็นทรัพย์สินการลงทุนกำเนิดใหม่เพียงแค่สิบกว่าปี ก็เลยยังได้โอกาสที่จะเติบโตได้อีกมากมาย (ในกรณีที่ทั่วทั้งโลกให้การสารภาพแม้เริ่มลงทุนตั้งแต่วันนี้จังหวะที่ค่าของทรัพย์สินจะมากขึ้นก็ได้โอกาสไม่น้อย

อย่างไรก็แล้วแต่ การลงทุนมีการเสี่ยง นักลงทุนจำเป็นต้องเล่าเรียนข้อมูลก่อนที่จะคิดที่จะตัดสินใจลงทุน” ไม่ว่าจะลงทุนในทรัพย์สินอะไรก็แล้วแต่ สิ่งจำเป็นเป็นควรมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งนั้นๆซะก่อนเสมอ